ข้ามไปเนื้อหาหลัก
กัณหาชาดก
ชาดก 547 เรื่อง
372

กัณหาชาดก

Buddha24 AIปัญจกนิบาต
ฟังเนื้อหา

กัณหาชาดก

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่พระโพธิสัตว์ทรงเวียนว่ายตายเกิดเป็นพระเวสสันดร พระองค์ทรงดำรงอยู่ในความเป็นผู้มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทรงยินดีในการบริจาคทานเป็นยิ่งนัก จนได้รับถวายพระนามว่า "สัพพกมมา" หรือ "ผู้ให้ทุกสิ่ง" พระองค์ทรงครองราชย์เมืองสีพีอย่างสงบสุข ทรงมีพระมเหสีนามว่ามัทรี ผู้ทรงพระสิริโฉมและมีคุณธรรมอันประเสริฐ ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระโอรสธิดาที่น่ารักสองพระองค์คือ กัณหา ราชกุมารี และเวสสันดร ราชกุมาร

วันหนึ่ง พระเวสสันดรทรงมีพระราชดำริจะทรงบริจาคช้างเผือกคู่บารมี ซึ่งเป็นช้างเผือกคู่บ้านคู่เมืองที่ทรงมีอานุภาพมาก เป็นที่เลื่องลือถึงความศักดิ์สิทธิ์และนำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์แก่แคว้นสีพี เมื่อข่าวนี้แพร่กระจายออกไป ชาวเมืองสีพีต่างพากันปิติยินดี และยกย่องพระเกียรติของพระเวสสันดร แต่ทว่า... การบริจาคครั้งนี้ กลับนำมาซึ่งความโกลาหลและความเศร้าโศกแก่ชาวเมือง.

เหตุเพราะชาวเมืองกลัวว่าหากไม่มีช้างเผือกคู่บ้านคู่เมืองนี้ไปแล้ว ฝนอาจจะไม่ตกต้องตามฤดูกาล พืชผลอาจจะไม่อุดมสมบูรณ์เหมือนเคย ชาวเมืองจึงรวมตัวกันไปเข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงสีพี พระสวามีของพระเวสสันดร ขอให้ทรงยับยั้งพระดำริของพระเวสสันดร แต่พระเจ้ากรุงสีพีทรงรับสั่งว่า "พระราชโอรสของเรามีพระประสงค์จะทรงบำเพ็ญทานบารมี เราผู้เป็นพระบรมชนก ย่อมไม่อาจขัดขวางได้" เมื่อชาวเมืองไม่สามารถโน้มน้าวพระเจ้ากรุงสีพีได้อีกต่อไป ก็พากันกลับไปด้วยความกังวลใจ

แต่ด้วยพระทัยที่เปี่ยมด้วยเมตตา พระเวสสันดรทรงมีพระดำริที่จะบำเพ็ญทานครั้งใหญ่กว่านั้นอีก คือการบริจาคทานแก่เหล่าผู้ยากไร้ ผู้เดินทางมาขอทาน หากผู้ใดมาขอสิ่งใด ก็จะพระราชทานให้แก่ผู้นั้นโดยไม่รีรอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริจาคปัจจัยสี่ อันได้แก่ ข้าว น้ำ ผ้า และที่อยู่อาศัย.

วันเวลาล่วงเลยไป จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้มีพราหมณ์ผู้หนึ่งนามว่า "อสิต" เดินทางมาจากเมืองกลิงคราษฎร์ ด้วยความยากจนข้นแค้น เขาได้ยินกิตติศัพท์ของพระเวสสันดรว่าทรงเป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรม และทรงยินดีในการบริจาคทานเป็นยิ่งนัก พราหมณ์อสิตจึงตั้งใจเดินทางมาเพื่อขอพระราชทานช้างเผือกคู่บารมีของพระเวสสันดร.

เมื่อพราหมณ์อสิตเดินทางมาถึงพระราชวัง เขาได้พบกับพระเวสสันดรที่กำลังทรงประทับอยู่ ณ โรงทาน พราหมณ์อสิตได้กราบทูลขอพระราชทานช้างเผือกนั้นด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งและแสดงความทุกข์ยากของตน.

"ข้าแต่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรม ข้าพเจ้า อสิต พราหมณ์ผู้ยากไร้จากเมืองกลิงคราษฎร์ ขอประทานพระบรมราชวโรกาสอันสูงสุด เพื่อขอพระราชทานช้างเผือกอันประเสริฐนั้นแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ"

พระเวสสันดรทรงสดับคำขอของพราหมณ์อสิต ทรงมีพระหฤทัยปีติยินดีเป็นล้นพ้นที่ทรงมีโอกาสได้บำเพ็ญทานอันยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงไม่ลังเลแม้แต่น้อย ทรงพระราชทานช้างเผือกนั้นแก่พราหมณ์อสิตทันที.

เมื่อข่าวการพระราชทานช้างเผือกแพร่สะพัดไปอีกครั้ง ชาวเมืองสีพีต่างก็โกรธแค้นเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดพระเวสสันดรจึงทรงทำเช่นนี้ พวกเขารู้สึกว่าพระองค์ทรงไม่เห็นแก่ความทุกข์ยากของบ้านเมือง และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากเกินไป.

ชาวเมืองสีพีจึงรวมตัวกันอีกครั้ง แต่คราวนี้พวกเขาไม่ได้ไปทูลขอต่อพระเจ้ากรุงสีพี แต่กลับมุ่งตรงไปยังพระราชวังของพระเวสสันดร พร้อมด้วยอาวุธครบมือ. ด้วยความโกรธแค้น พวกเขาตะโกนก้อง.

"พระเวสสันดร! ท่านเป็นกษัตริย์ที่ไร้สติ! ท่านบริจาคของมีค่าของบ้านเมืองไปอย่างไร้ความรับผิดชอบ! พวกเราทนต่อไปไม่ได้อีกแล้ว!"

พระเวสสันดรทรงสดับเสียงกึกก้องของเหล่าชาวเมือง ทรงทราบดีว่าพวกเขากำลังเดือดดาล พระองค์ทรงเสด็จออกไปเผชิญหน้ากับชาวเมืองด้วยพระพักตร์ที่สงบนิ่ง.

แต่ทว่า... เหล่าชาวเมืองมิได้สนใจฟังคำอธิบายใดๆ พวกเขามีแต่ความโกรธแค้น และตัดสินใจที่จะขับไล่พระเวสสันดรออกจากเมืองสีพี. พระเจ้ากรุงสีพี เมื่อทรงทราบเรื่องราว ทรงเสียพระทัยเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ทรงจำต้องทำตามประสงค์ของชาวเมือง.

ด้วยพระบัญชาของพระเจ้ากรุงสีพี พระเวสสันดรพร้อมด้วยพระมเหสีมัทรี และพระโอรสธิดาทั้งสองพระองค์ จึงต้องเสด็จออกจากเมืองสีพี ไปอาศัยอยู่ในป่าอันห่างไกล. การเดินทางในครั้งนี้เต็มไปด้วยความยากลำบาก พระมเหสีมัทรีทรงต้องแบกสัมภาระส่วนใหญ่ ส่วนพระโอรสธิดาก็ทรงเหน็ดเหนื่อยและหิวกระหาย.

เมื่อเดินทางถึงป่า บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ และเสียงสัตว์ป่า ท้องฟ้ามืดครึ้มราวกับจะบอกเล่าถึงชะตากรรมอันโหดร้ายที่กำลังจะมาเยือน. พระเวสสันดรทรงสร้างอาศรมเล็กๆ ขึ้นในป่า เพื่อเป็นที่พักพิง.

ในป่าแห่งนี้ พวกเขาต้องเผชิญกับความลำบากแสนสาหัส. พระมัทรีต้องออกหาผลไม้และรากไม้มาเลี้ยงดูครอบครัว พระเวสสันดรทรงบำเพ็ญเพียร และทรงพยายามอดทนต่อความทุกข์ยาก.

กาลเวลาผ่านไปอีกครั้ง จนกระทั่งวันหนึ่ง มีพราหมณ์อีกคนหนึ่ง นามว่า "สัญชัย" เดินทางมายังอาศรมของพระเวสสันดร. พราหมณ์สัญชัยนี้ เป็นผู้ที่ถูกพระเจ้ากรุงสัญชัยแห่งเมืองมัททราช ส่งมาเพื่อขอพระราชทานกัณหา ราชกุมารี และเวสสันดร ราชกุมาร มาเป็นทาสรับใช้.

เมื่อพราหมณ์สัญชัยได้พบกับพระเวสสันดร เขาก็ได้กราบทูลขอพระโอรสธิดาทั้งสองพระองค์ ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ.

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้า สัญชัย พราหมณ์ มาจากเมืองมัททราช ด้วยความประสงค์อันยิ่งใหญ่ของพระเจ้ากรุงสัญชัยผู้เป็นนายของข้าพเจ้า ขอพระองค์ทรงโปรดพระราชทานพระกัณหา ราชกุมารี และพระเวสสันดร ราชกุมาร แก่ข้าพเจ้า เพื่อนำไปเป็นทาสรับใช้ในราชสำนัก"

พระเวสสันดรทรงสดับคำขอของพราหมณ์สัญชัย พระหฤทัยของพระองค์บีบคั้นด้วยความเจ็บปวด. ทรงหันไปมองพระโอรสธิดาที่กำลังเล่นอยู่ด้วยความไร้เดียงสา. ทรงทราบดีว่าการบริจาคครั้งนี้ เป็นการบริจาคที่ยากยิ่งที่สุด และจะนำมาซึ่งความทุกข์ทรมานแก่พระมเหสีมัทรีอย่างแสนสาหัส.

แต่ด้วยพระทัยที่มุ่งมั่นในการบำเพ็ญทาน พระเวสสันดรทรงรวบรวมกำลังพระทัย และทรงพระราชทานพระโอรสธิดาทั้งสองพระองค์แก่พราหมณ์สัญชัย. ขณะที่ทรงกำลังจะทรงประทานพระโอรสธิดาให้แก่พราหมณ์นั้นเอง พระมเหสีมัทรีก็เสด็จกลับมาจากการหาผลไม้.

เมื่อพระมเหสีมัทรีทรงเห็นว่าพระสวามี กำลังจะทรงประทานพระโอรสธิดาให้แก่พราหมณ์ พระนางทรงตกพระทัยอย่างยิ่ง ทรงวิ่งเข้าไปกอดพระโอรสธิดาไว้แน่น.

"พระเจ้าข้า! ท่านจะทรงทำเช่นนี้ได้อย่างไร! นี่คือพระโอรสธิดาของเรา ผู้ซึ่งเราทั้งสองได้เลี้ยงดูมาด้วยความรักยิ่ง! ท่านจะทรงยกพวกเขากระไรได้!"

พระเวสสันดรทรงตอบพระมเหสีด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย.

"ดูก่อนมัทรี สตรีผู้เป็นที่รักของเรา เราได้ตั้งปณิธานไว้แล้วว่า จะทรงบริจาคทานทุกสิ่งที่ผู้มาขอ เราไม่อาจขัดขืนได้ ทั้งพระโอรสธิดาก็เป็นสิ่งที่ผู้มาขอ เราไม่อาจจะปฏิเสธได้เช่นกัน"

พระมเหสีมัทรีทรงร่ำไห้ฟูมฟาย ทรงพยายามห้ามปรามพระสวามี แต่ก็ไม่อาจสำเร็จ.

ในขณะเดียวกัน เทพบุตรอินทรา ซึ่งปลอมตัวมาเป็นพราหมณ์สัญชัย ได้มอบพระโอรสธิดาให้แก่พราหมณ์อีกคนหนึ่ง เพื่อนำไปถวายแก่พระเจ้ากรุงสัญชัย. ส่วนพราหมณ์สัญชัยตัวจริงนั้น ได้รับการช่วยเหลือจากเทพบุตรอินทราให้กลับบ้าน.

หลังจากที่พระโอรสธิดาจากไป พระมเหสีมัทรีทรงโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง พระนางทรงคร่ำครวญถึงลูกๆ และไม่สามารถทนอยู่ได้. พระนางจึงออกเดินทางตามหาพระโอรสธิดา.

พระเวสสันดรทรงเป็นห่วงพระมเหสีมัทรี จึงทรงออกติดตามค้นหา. ระหว่างทาง พระองค์ทรงพบพระมเหสีมัทรีที่กำลังอ่อนแรง และใกล้จะสิ้นใจ. พระเวสสันดรทรงปลอบประโลม และทรงพากลับมายังอาศรม.

ในขณะเดียวกัน เทพบุตรอินทรา ได้ทรงสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระเวสสันดร และทรงเห็นถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ จึงทรงเนรมิตให้พระโอรสธิดาทั้งสองพระองค์กลับคืนมาสู่พระบิดา.

เมื่อพระโอรสธิดากลับคืนมา พระเวสสันดรพร้อมด้วยพระมเหสีมัทรี และพระโอรสธิดาทั้งสองพระองค์ ก็ทรงกลับไปยังเมืองสีพี. ชาวเมืองสีพี เมื่อได้ทราบข่าว ก็พากันดีใจเป็นอย่างยิ่ง และได้เชิญพระเวสสันดรกลับไปครองราชย์.

พระเวสสันดรทรงกลับไปครองราชย์เมืองสีพี และทรงดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรมต่อไป.

คติธรรม

กัณหาชาดกนี้ สอนให้เราเห็นถึงความสำคัญของการเสียสละและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การบำเพ็ญทานบารมี แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยความทุกข์ยากลำบากเพียงใด แต่ผลของทานนั้นย่อมนำมาซึ่งผลบุญอันยิ่งใหญ่.

บารมีที่บำเพ็ญ

ในกัณหาชาดกนี้ พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญ ทานบารมี อย่างเต็มเปี่ยม ทรงเสียสละแม้กระทั่งพระโอรสธิดาอันเป็นที่รัก เพื่อบำเพ็ญทานให้ถึงที่สุด.

— In-Article Ad —

💡คติธรรม / ข้อคิด

กัณหาชาดกนี้ สอนให้เราเห็นถึงความสำคัญของการเสียสละและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การบำเพ็ญทานบารมี แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยความทุกข์ยากลำบากเพียงใด แต่ผลของทานนั้นย่อมนำมาซึ่งผลบุญอันยิ่งใหญ่.

บารมีที่บำเพ็ญ: ในกัณหาชาดกนี้ พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญ ทานบารมี อย่างเต็มเปี่ยม ทรงเสียสละแม้กระทั่งพระโอรสธิดาอันเป็นที่รัก เพื่อบำเพ็ญทานให้ถึงที่สุด.

— Ad Space (728x90) —

นิทานชาดกเรื่องอื่นที่น่าสนใจ

สุวรรณหังสชาดก
167ทุกนิบาต

สุวรรณหังสชาดก

สุวรรณหังสชาดก ณ แคว้นมคธ อันอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธัญญาหาร และมีผู้คนดำรงชีวิตด้วยความสงบร่มเย็นมา...

💡 ความโลภเป็นบ่อเกิดแห่งความหายนะ การหลอกลวงผู้อื่นย่อมนำมาซึ่งผลกรรมที่เลวร้าย การยึดมั่นในคุณธรรมและความสัตย์จริงย่อมนำพาไปสู่ความสงบสุข

อามคันธชาดก
540มหานิบาต

อามคันธชาดก

อามคันธชาดก: ความบริสุทธิ์ของจิตณ แคว้นโกศลอันรุ่งเรือง สมัยหนึ่ง พระเจ้าปายาสิ ทรงเป็นกษัตริย์ที่ฉล...

💡 ความบริสุทธิ์แห่งจิตใจนั้น ย่อมเป็นที่ประจักษ์แก่ตนเอง และเป็นสิ่งประเสริฐที่สุด ที่จะนำพามาซึ่งความสุขที่แท้จริง

มุสิกชาดก
27เอกนิบาต

มุสิกชาดก

มุสิกชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธอันรุ่งเรือง นครราชคฤห์ตั้งตระหง่านอยู่ภายใต้ร่มเงาของภู...

💡 อย่าดูถูกสิ่งใดที่เล็กน้อย หรือผู้ที่ดูด้อยกว่า เพราะสิ่งเหล่านั้นอาจมีพลังและความสามารถที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราคาดคิด หากเรารู้จักใช้สติปัญญาในการสังเกต และการประยุกต์ใช้ให้ถูกวิธี

สัตตปัตตกชาดก
17เอกนิบาต

สัตตปัตตกชาดก

สัตตปัตตกชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธ อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณธัญญาหาร และมีผู้คนอาศ...

💡 ปัญญาที่เฉลียวฉลาด ย่อมสามารถตีความเหตุการณ์ต่างๆ ให้เป็นไปในทางที่เป็นประโยชน์ได้ แม้สิ่งนั้นจะดูเหมือนเป็นลางร้ายก็ตาม

มหิโลมชาดก (เรื่องแมว)
176ทุกนิบาต

มหิโลมชาดก (เรื่องแมว)

มหิโลมชาดก (เรื่องแมว) กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นโกศล ท่ามกลางความเจริญรุ่งเรืองของนครสาวัตถี ม...

💡 ความตระหนี่เป็นเหมือนโซ่ตรวนที่พันธนาการจิตใจ ไม่ให้พบกับความสุขที่แท้จริง การรู้จักแบ่งปันและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองและความสุขที่ยั่งยืน

อัคคิสิกขชาดก (เรื่องลิง)
183ทุกนิบาต

อัคคิสิกขชาดก (เรื่องลิง)

อัคคิสิกขชาดก (เรื่องลิง) ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่พระโพธิสัตว์ทรงเวียนว่ายตายเกิดเป็นพญาลิงผู้...

💡 การเสียสละเพื่อผู้อื่น ย่อมนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง และเป็นที่จดจำ

— Multiplex Ad —

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน วิเคราะห์การเข้าชม และแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้อง นโยบายความเป็นส่วนตัว